เมนูหลัก
หน้าหลัก
อ่านกระทู้กับฟิโรโดซิเอ
สมาชิก
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
บ้านหลังแรกของฟิโรฯ
อาณาจักรเอนไซม์ "นรินดา"
สถานีโทรทัศน์
ทีวีสี ช่อง 5
ทีวีสี ช่อง 7
ทีวีสี ช่อง 9
ITV
UBC
Nation Channel
ทีวีสี ช่อง 3
การเดินทาง
แผนที่กรุงเทพฯ
พยากรณ์อากาศ
หนังสือพิมพ์
มติชน
บางกอกโพสต์
เดลินิวส์
สยามธุรกิจ
คมชัดลึก
ข่าวสด
ไทยรัฐ
กรุงเทพธุรกิจ
ไทยโพสต์
แนวหน้า
บ้านเมือง
โพสต์ทูเดย์
มติชนสุดสัปดาห์
เส้นทางเศรษฐกิจ
สยามรัฐ
บันเทิง
เกมส์ออนไลน์
อีการ์ดสวยๆ
โหวตสติคเกอร์
การติดต่อสื่อสาร
ค้นหารหัสไปรษณีย์
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
เช็คยอดค้างจ่าย(AIS)
เช็คยอดค้างจ่าย(DTAC)
คุยสบายๆ สไตล์ฟิโรโดซิเอ
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
ชีวิตนี้สำคัญนัก...(เรื่องยาว)ของ สมเด็จพระญาณสังวร
(Reader : 517)
สวัสดีวันจันทร์..ครับ วันนี้ผมขอนำเสนอเรื่องดีๆ อีกเรื่องคือ ..ชีวิตนี้สำคัญนัก เมตตาโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เริ่มกันเลยครับ..

ชีวิตนี้สำคัญนัก
เพื่อความสุขสวัสดีแห่งชีวิตเบื้องหน้า..

ชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนัก สั้นนัก..

ทุกชีวิตไม่ว่าคน ไม่ว่าสัตว์ มิได้มีเพียงเฉพาะชีวิตนี้ คือ ..

มิได้มีเพียงชีวิตในชาตินี้ชาติเดียว แต่ทุกชีวิตมีทั้งชีวิตในชาติอดีต ชีวิตในชาติปัจจุบัน และชีวิตในชาติอนาคต

ชีวิตนี้น้อยนัก นั้นหมายถึง ชีวิตในชาติปัจจุบัน น้อยนัก สั้นนัก

ชีวิต คือ อายุ ชีวิตในปัจจุบันของแต่ละคน อย่างยืนนานที่สุดก็เกินร้อยปีได้ไม่เท่าไร ซึ่งก็ดูราวเป็นอายุที่ยืนไม่ยืนมากนัก แม้ไม่นำไปเปรียบกับชีวิตที่ต้องผ่านมาแล้วในอดีต ที่นับชาติไม่ถ้วน นับปีไม่ได้ และชีวิตที่จะต้องเวียนวนเกิดแก่ตาย อีกต่อไป ในอนาคตเราจะนับภพชาติไม่ถ้วน นับปีไม่ได้อีกเช่นกัน

ที่ปราชญ์ท่านว่า.."ชีวิตนี้น้อยนัก"..นั้น ท่านมุ่งเปรียบชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตก็จะนับชาติไม่ถ้วนอีกเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา ไม่สามารถพาตนให้พ้นทุกข์สิ้นเชิงได้

จะมีต่ออีกเรื่อยๆเป็นเดือนเลยละครับ น่าอ่านทุกตอน..
เขียนโดย : อมิตตาพุทธวัน/เวลา : 2/12/2551 6:04:03
วันนี้มาต่อกันเลยครับ ผมแถมให้ 2 ตอน

ชีวิตกับกรรมที่กระทำ

.."ทุกชีวิต ก่อนแต่จะได้มาเป็นคน เป็นสัตว์ อยู่ในปัจจุบันชาติ ต่างเป็นอะไรต่อมิอะไร มาแล้วมากมาย แยกออกไม่ได้ว่า..

มีกรรมดี กรรมชั่ว..อะไรบ้าง ทำกรรม..ใดก่อน ทำกรรม..ใดหลัง และทั้งกรรมดี กรรมชั่ว ที่ทำไว้ ในชาติอดีตทั้งหลาย ย่อมมากมายเกินว่าที่ได้มา กระทำในชาตินี้ ในชีวิตนี้อย่างประมาณมิได้

กรรมดี กรรมชั่ว ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมให้ผลตรง ตามเหตุทุกประการ แม้ว่าผลจะไม่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน ทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่อาจเรียงลำดับ ตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว

เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :12/2/2551 9:01:27
กรรมที่กระทำย่อมให้ผลตรงตามเหตุเสมอ

.."เมื่อมีเหตุย่อมมีผล เมื่อทำเหตุย่อมได้รับผล และผลย่อมตรงตามเหตุเสมอ ผู้ใดทำผู้นั้นจักเป็นผู้ได้รับผลเที่ยงแท้แน่นอน

เมื่อใดกำลังมี..ความสุข ไม่ว่าผู้นั้นกำลังมี..ความสุขนั้น จะเป็น..เรา..หรือ..เขา เมื่อนั้นพึงรู้ความจริงว่า เหตุที่ได้ทำไว้แน่กำลังให้ผล ผู้ทำเหตุดี นั้นกำลังเสวยผลแห่งเหตุนั้นอยู่

แม้ปุถุชน จะไม่สามารถหยั่งรู้ให้เห็นแจ้งได้ ว่าทำเหตุดีหรือกรรมดีใดไว้ แต่ก็พึงรู้ พึงมั่นใจว่า เหตุแห่ง..ความสุข ที่กำลังได้เสวยอยู่เป็น..เหตุดี..แน่ ผลดี..ย่อมไม่เกิดแต่เหตุไม่ดีได้เลย

เมื่อใดกำลังมี..ความทุกข์ ความเดือดร้อน ไม่ว่าผู้นั้นกำลังมี..ความทุกข์ ความเดือดร้อนนั้น จะเป็น..เรา..หรือเขา เป็นเขา เมื่อนั้นพึงรู้ความจริง ว่าเหตุไม่ดีที่ทำไว้ นั้นกำลังให้ผล ผู้ทำเหตุไม่ดี กำลังเสวยผลแห่งเหตุนั้นเอง

แม้ปุถุชน จะไม่สามารถหยั่งรู้ให้เห็นแจ้งได้ ว่าทำเหตุไม่ดี หรือไม่ดีใดไว้ แต่ก็พึงมั่นใจว่าเหตุแห่ง..ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่กำลังได้ผลเสวยอยู่ เป็นเหตุไม่ดีแน่ เป็นกรรมไม่ดีแน่ ผลไม่ดี เกิดแต่เหตุ..ไม่ดี เท่านั้น ผลไม่ดี..ไม่มีเกิดแต่เหตุดี..ได้เลย
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :12/2/2551 9:09:32
ต้องขอโทษที พอดีผมมีประชุมเพิ่งเสร็จ เรามาต่อกันเลยครับ..

ผลของกรรมนั้นแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น..

เมื่อใดมีความคิด..ว่า เราทำดีไม่ได้ดี หรือเขาทำดีไม่ได้ดี ก็พึงรู้ว่า เมื่อนั้นกำลังหลงคิด ผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง

..**ทำดีต้องได้ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น**..

เมื่อใดมีความคิดว่าเรา ทำไม่ดีกลับได้ดี หรือเขาทำไม่ดี แต่กลับได้ดี ก็พึงรู้ว่า เมื่อนั้นกำลังหลงผิดคิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง ..

..**ทำไม่ดีต้องได้ไม่ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น**..
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :13/2/2551 12:36:40
ความซับซ้อนของกรรม

ชีวิตในชาตินี้ ชาติเดียวย่อมน้อยนัก เมื่อเปรียบกับชีวิตในอดีตชาติ ซึ่งนับจำนวนชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้นกรรม..คือ

การกระทำที่ทำในชีวิตนี้ ในชาตินี้ ชาติเดียวจึงน้อยนัก เมื่อเปรียบกับกรรม หรือการกระทำที่ทำไว้ แล้วในอดีตชาติ อันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน

การเขียนหนังสือ ด้วยปากกา หรือดินสอ ลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น เขียนลงครั้งแรก ก็ย่อมอ่านออกง่าย อ่านเข้าใจง่าย แต่ยิ่งเขียนทับ เขียนซ้ำลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวกันนั้น ตัวหนังสือ ย่อมจะทับกันยิ่งขึ้นทุกที จนถึงอ่านไม่ออกเลย

ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ จะเห็นแต่..รอยหมึก หรือรอยดินสอทับกันไปทับกันมา เป้นสีสันเท่านั้นเอง

ให้เพียงรู้เท่านั้น ว่าได้มีการเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้น หาอ่านรู้เรื่องไม่ และหาอาจรู้ได้..ไม่ว่า เขียนอะไรก่อน เขียนอะไรหลังนี้ฉันใด

การทำกรรม หรือการทำดีหรือ..ทำชั่ว ก็ฉันนั้น ต่างได้ทำมากันนับภพชาติไม่ถ้วน ทับถมกันมายิ่งกว่าตัวหนังสือ..ที่อ่านไม่ออก หารู้ได้ไม่ว่าเป็นอะไรก่อน เขียนอะไรลงไป ทำกรรมใดไว้ก็ไม่รู้ไม่เห็น แยกไม่ออกว่า ทำกรรมใดก่อน ทำกรรมใดหลัง ทำอะไรไว้บ้าง

ทำไม่ดีอะไรบ้าง มากน้อยหนักเบากว่ากันอย่างไร มาถึงชาตินี้ไม่รู้ ด้วยกันทั้งสิ้น เป็นความซับซ้อนของกรรมที่แยกไม่ออก เช่นเดียวกับความซับซ้อนของตัวหนังสือ ที่เขียนทับกันไปทับกันมา
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :13/2/2551 13:05:38
สิ่งที่แสดงให้เห็นความซับซ้อนของกรรม

ความซักซ้อนของกรรม แตกต่าง กับความซับซ้อนของตัวหนังสือตรงที่..

ตัวหนังสือนั้น เมื่อเขียนทับมากๆ ก็ย่อมไม่มีทางรู้ว่า เขียนเรื่องดี หรือเรื่องไม่ดี อย่างไร

แต่กรรมนั้น แม้ทำซักซ้อนมาเพียงไร ก็มีทางรู้ว่า ทำกรรมดีไว้มากน้อยเพียงไร หรือกรรมไม่ดี ไว้มากน้อยเพียงไร โดยมีผลที่ปรากฏขึ้นของกรรมนั้นเอง เป็นเครื่องช่วยแสดงให้เห็น
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :13/2/2551 13:08:50
มาต่อกันเลยครับ..

ความแตกต่างในชาติกำเนิด..

.." ชีวิต หรือ ชาตินี้ ของทุกคน มีชาติกำเนิดไม่เหมือนกัน เป็นไทยก็มี เป็นจีนก็มี แขกก็มี ฝรั่ง ก็มี ชาติตระกูลไม่เสมอกัน

ตระกูลสูง..ก็มี ตระกูลต่ำ..ก็มี มีสติปัญญาไม่ทัดเทียมกัน ฉลาดหลักแหลมก็มี โง่เขลาเบาปัญญาก็มี มีฐานะต่างกัน ร่ำรวยก็มี ยากจนก็มี

ควมแตกต่าง..ห่างกันนานาประการ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องชี้ ให้ผู้เชื่อในกรรม และผลของกรรม เห็นความมีชาติภพ ในอดีตของแต่ละชีวิต

ในชาติปัจจุบัน ที่เกิดมาต่างกันในชาตินี้ เพราะทำกรรมไว้ ต่างกันในชาติอดีต
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :14/2/2551 9:30:28
ความได้ภพชีวิตนี้.. ชาตินี้

ความแตกต่าง ของชีวิตที่สำคัญที่สุด ที่แสดงให้เห็นอำนาจที่ใหญ่ยิ่งที่สุดของ..กรรม คือ ความได้ภพชาติของ..พรหมเทพ ความได้ภพชาติของ..มนุษย์ กับความได้ภพชาติของ..สัตว์

เทวดา..อาจมาเป็นมนุษย์ได้ เป็นสัตว์ได้

มนุษย์..อาจเป็นเทวดาได้ เป็นสัตว์ได้

และสัตว์ ..ก็อาจเป็นเทวดาได้ เป็นมนุษย์ได้ ด้วยอำนาจยิงใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิด

นี่เป็ฯความจริงที่แท้ จะ..เชื่อ..หรือ..ไม่เชื่อ..ความจริงนี้ ก็ย่อมเป็น..ความจริง..เสมอไป ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจาก..ความจริง..ได้ จะ..เชื่อ..หรือ..ไม่เชื่อ.. ก็ควร..กลัว..อย่างหนึ่ง..

คือ..กลัว..การไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้เกิดเป็นเทวดา

เทวดามาถือภพชาติเป็นมนุษย์ เป็นที่ยอมเชื่อถือกันมากว่า เทวดาจะไปเป็นอะไรอื่น จึงมีคำบอกเล่า หรือที่สันนิษฐานกันอยู่เสมอ ว่าผู้นั้น ผู้นี้ เป็นเทวดามาเกิด ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐาน จากความประณีตงดงามสูงส่งของผู้นั้นผู้นี้

บางรายก็มีพร้อมทุกประการ ทั้งชาติตระกูลที่สูง ฐานะที่ดี ผิวพรรณวรรณะที่งาม กิริยาวาจามารยาทที่สุภาพอ่อนโยน ไพราะเรียบร้อย เฉลียวฉลาด

บางผู้.แม้ไม่งามพร้อม..ทุกประการดังกล่าว ก็ยังได้รับคำพรรณนาว่า เป็นเทวดานางฟ้ามาเกิด เพราะผิวพรรณ มารยาทงดงามอ่อนโยนนุ่มนวล


นี้ก็คือการ..ยอมรับ..ลึกๆ ในใจของคนส่วนมาก ว่า..เทวดา..มาเกิดเป็น..มนุษย์..ได้
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :14/2/2551 9:42:12
อำนาจของกรรมกับความได้ภพชาติ

เทวดามาเกิดเป็น..มนุษย์ มีตัวอย่างสำคัญยิ่งที่พึงกล่าวถึงได้ เป็นที่ยอมรับทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั่นเอง

นั่นคือ สมเด็จพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า จากสวรรค์ชั้น..ดุสิต เสด็จลงโลกมนุษย์ ประสูติเป็นพระสิทธัตถราชกุมาร พระราชโอรสพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนางสิริมหามายา

เรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่รู้จักกันกว้างขวาง คือเรื่อเทพธิดาเมขลา เทพธิดาองค์นี้ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นผู้พิทักษ์รักษามหาสมุทร และมีหน้าที่คุ้มครองช่วยเหลือมนุษย์ ที่ถือไตรสรณาคมน์ มีศีล..สมบรูณ์ ปฏิบัติชอบต่อมารดา

พราหมณ์โพธิสัตว์ เดินทางเรือแตก ที่กลางมหาสมุทร พยายามว่ายเข้าฝั่งอยู่อีก 7 วัน เทพธิดาเมขลาจึงแลเห็น ได้ไปแสดงตน ต่อพระมหาสัตว์ทันที รับรองจะให้ทุกอย่าง สิ่งที่พระมหาสัตว์..ขอทุกอย่างคือ เรือทิพย์และแก้วแหวนเงินทอง

พระมหาสัตว์ พ้นจากมหาสมุทร ได้บำเพ็ญทาน รักษาศีลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิด ในเมืองสวรรค์

พระมหาสัตว์ ครั้งนั้นต่อมาก็คือ พระพุทธเจ้า

เทพธิดาเมขลา ต่อมาก็คือ พระอุบลวัณณาเถรี

ผู้ดูแลช่วยเหลือ..พระมหาสัตว์ คือ พระอานนท์

นี้คือ..เทวดา..ถือชาติภพเป็น..มนุษย์..ได้ อย่างน้อยก็ตามความเชื่อถือ จึงมีการเล่าเรื่องเทพธิดาเมขลา ให้ฟังดังกล่าว

เทวดา..มาเกิดเป็น..มนุษย์..ได้ และ..มนุษย์..ก็เกิดเป็น..เทวดา..ได้

ดังที่สมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ได้ทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก..ว่า..

เมื่อทรงเสวยชาติ เป็นพระโพธิสัตว์ หัวหน้าพ่อค้าเวียน ได้ทรงซื้อสินค้า ในนครพาราณสี บรรทุกเกวียนนำพ่อค้าจำนวนมาก เดินทางไปในทางกันดาร เมื่อพบบ่อน้ำก็พากันขุด เพื่อให้มีน้ำดื่ม ได้พบรัตนะมากมายในบ่อนั้น

พระโพธิสัตว์..ทรงตือนว่า ความโลภ..เป็นเหตุแห่งความพินาศ..

แต่ไม่มีผู้เชื่อฟัง พวกพ่อค้ายังขุดบ่อต่อไป..ไม่หยุด หวังจะได้รัตนะมากขึ้น

บ่อนั้นเป็นบ่อที่อยู่ของ..พญานาค เมื่อถูกทำลาย พญานาคก็โกรธใช้ลมจมูก เป่าพิษ ถูกพ่อค้าเสียชีวิตหมดทุกคน

เหลือแต่พระโพธิสัตว์ ที่มิได้ร่วมการขุดบ่อด้วย จึงได้รัตนะมากมาย ถึง 7 เล่มเกวียน

ท่านนำออกเป็นทาน และได้สมาทานศีล รักษาอุโบสถจนเสียชีวิต ได้ไปเกิดในสวรรค์ เป็น..มนุษย์..ผู้หนึ่งที่เป็น..เทวดา..ได้

มนุษย์..ผู้มีกุศล และความดีพร้อม ทั้กาย วาจา และใจมากเพียงไร ก็จะเกิดเป็น..เทวดา..ขั้นสูงได้เพียงนั้น คือสามารถขึ้นไป อยู่บนสวรรค์ชั้นสูงได้ เมื่อละโลกนี้แล้ว

มนุษย์..เกิดเป็น..เทวดา..ได้ และเกิด..เป็น..สัตว์..ได้ ..

ค่อนข้างยาวหน่อยนะครับ พรุ่งนี้เรามาต่อกันนะครับ..ธรรมรักษาคนดีครับ
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :14/2/2551 9:59:53
วันนี้ ผมมาเร็วหน่อย เพราะจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เชิญอ่านได้เลยครับ

ในสมัยพุทธกาล ชายผู้หนึ่งโกรธแค้นรำคาญ สุนัขตัวหนึ่งที่ติดตามอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าทรงทราบ ก็ได้ตรัสแสดงให้รู้ว่า บิดาที่สิ้นไปแล้วนั้น มาเกิดเป็นสุนัขนั่น

และได้ทรงพิสูจน์ โดยบอกให้สุนัขนำ ไปหาที่ซ่อนทรัพย์ ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ นอกจากผู้เป็นบิดาของชายผู้นั้น และสุนัขก็พาไปขุดพบสมบัติ ที่ฝังไว้ก่อนเสียชีวิต

สัตว์ไปเกิดเป็นเทวดา ได้คงจะมีเป็นอันมาก เรื่องต่างๆในพระพุทธศาสนา ที่เล่ากันสืบมาก็คือ ..

ในสมัยพุทธกาล มีสัตว์ได้ยินเสียงของพระท่านสวดมนต์ ก็ตั้งใจฟังโดยเคารพ ตายไปก็ได้ไปยังเกิด เป็นเทพสวรรค์ ด้วยอานุภาพขอการให้ความเคารพ พระธรรมของพระพุทธเจ้า

สัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ นี้ต้องเป็นที่เชื่อถืออยู่ลึกๆในจิตสำนึก จึงแม้เพื่อพบมนุษย์บางคน บางพวกก็ได้มีการแสดงความรู้สึก..จริงใจออกมาต่างๆกัน เช่น ลิงมาเกิดแท้ๆ สัตว์..นรกมาเกิดแน่ๆ ทั้งนี้ก็ด้วยเห็น

จากหน้าตาบ้าง กิริยามารยาท นิสัยใจคอ ความประพฤติบ้าง ซึ่งโดยมากผู้ที่พบเห็นด้วยกัน ก็จะมีความรู้สึกตรงกันดังกล่าว เป็นความรู้สึกที่เกิดจากความเชื่อนั่นเอง ว่าสัตว์..มาเกิดเป็น..มนุษย์..ได้ หรือ..มนุษย์..เกิดมาจาก..สัตว์..ได้

สมัยพุทธกาล มีเรื่องของภิกษุรูปหนึ่ง มีจิตหวงห่วงผ้าสบงจีวรเพิ่งได้มาใหม่ ซักตากไว้บนราว มรณภาพไปขณะผ้านั้นยังไม่แห้ง จิตที่ผูกผันในผ้า สบงจีวรนั้นนำให้ไปเกิดเป็น ตัวเล็นเล็กๆไป เกาะติดอยู่กับบนผ้า

พระภิกษุอีกรูปหนึ่ง เห็นผ้าสบงจีวรไม่มีเจ้าของ แล้วจะนำไปใช้ พระพุทธองค์ทรงทราบ ได้ทรงมีพระพุทธดำรัสห้าม ตรัสให้รอ เพราะพระภิกษุรูปนั้นจะสิ้นภพชาติของการเป็นเล็นในเวลาเพียงไม่กี่วัน ถ้านำสบงจีวรนั้นไป ขระยังเป็นเล็นอยู่ ก็จะโกรธแค้น จะไม่ได้ไปเสวยผลแห่งกุศลกรรม ที่ได้ประกอบกระทำไว้ เป็นอันมาก

นี้เป็นเรื่องหนึ่งที่รับรองว่า อำนาจจิตจะทำให้ มนุษย์เป็นสัตว์ได้

แล้วเราพบกันวันจันทร์นะครับ ขอให้มีความสุข ในครอบครัว ธรรมรักษาตัวครับ พบกันอาทิตย์หน้า
เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :15/2/2551 9:17:07
สวัสดีเช้าวันจันทร์ วันทำงานของพวกเรา ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว สดใส จะได้ทำงานกันสนุกไปทั้งวัน วันนี้เราเริ่มกันได้เลยครับ ต่อจากวันศุกร์ที่แล้ว เอาไว้ให้ได้ครบ 12 ตอน แล้วผมจะไปตั้งใหม่ กลัวจะลากยาวเกินไปครับ ต่อกันเลยครับ..

พึงหนีให้พ้นอำนาจอันน่ากลัวของกรรม..

เทวดา..มาเกิดเป็นมนุษย์ได้
มนุษย์..ไปเกิดเป็นเทวดาได้
สัตว์..เกิดเป็นเทวดาได้
มนุษย์..เกิดเป็นสัตว์ได้ และ
สัตว์..ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้

อำนาจอันยิ่งใหญ่ของกรรมเท่านั้น ที่ตกแต่งชีวิตให้เป็นไปได้ อย่างไม่น่าเชื่อถึงเพียงนี้ กรรมจึงน่ากลัวจริงๆ น่าหนีให้พ้นอำนาจกรรมจริงๆ ทั้งกรรมในอดีต และกรรมในปัจจุบัน

เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :18/2/2551 7:08:45
ชนกกรรม..กรรมอันนำไปเกิด

กรรมอันเป็นเหตุนำไปเกิด คือ ชนกกรรม เป็นกรรมสุดท้ายก่อนชีวิตจะขาดจากภพภูมินี้ หรือ เรื่องสุดท้ายที่จิตผูกพันคิดถึงอยู่ คือ ชนกกรรมอันนำไปให้เกิด

นึถึงความ..ดี ที่เป็นบุญเป็นกุศล ในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่สุคติ นำกายไปสู่สุคติด้วย

นึกถึงความไม่ดี ที่เป็นบาปเป็นกุศล ในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่ทุคติ นำกายไปทุกคติด้วย

จิตที่ใกล้จะแตกดับนั้น ปกติเป็นจิตที่อ่อนมาก และไม่มีกำลังที่จะต้านทานใดๆ ทั้งนั้น คุ้นเคยกับความรู้สึกใดเกี่ยวกับเรื่องใด ความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น ก็จะครอบงำจิต มีอำนาจเหนือจิต ทำให้จิตเมื่อใกล้แตกดับ ผูกพันอยู่กับความรู้สึกนั้น เกี่ยวกับเรื่องนั้น


เมือาจิตดับคือ ร่าง ก็จากไปพร้อมกับความรู้สึกนั้น นำไปก่อเกิดกาย ที่ควรแก่สภาพจิตทุกประการ

เขียนโดย :อมิตพุทธ
วัน/เวลา :18/2/2551 7:16:56

 

Log in before, please.

 


 
© 2020 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com