เมนูหลัก
หน้าหลัก
อ่านกระทู้กับฟิโรโดซิเอ
สมาชิก
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
บ้านหลังแรกของฟิโรฯ
อาณาจักรเอนไซม์ "นรินดา"
สถานีโทรทัศน์
ทีวีสี ช่อง 5
ทีวีสี ช่อง 7
ทีวีสี ช่อง 9
ITV
UBC
Nation Channel
ทีวีสี ช่อง 3
การเดินทาง
แผนที่กรุงเทพฯ
พยากรณ์อากาศ
หนังสือพิมพ์
มติชน
บางกอกโพสต์
เดลินิวส์
สยามธุรกิจ
คมชัดลึก
ข่าวสด
ไทยรัฐ
กรุงเทพธุรกิจ
ไทยโพสต์
แนวหน้า
บ้านเมือง
โพสต์ทูเดย์
มติชนสุดสัปดาห์
เส้นทางเศรษฐกิจ
สยามรัฐ
บันเทิง
เกมส์ออนไลน์
อีการ์ดสวยๆ
โหวตสติคเกอร์
การติดต่อสื่อสาร
ค้นหารหัสไปรษณีย์
ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์
สมุดหน้าเหลือง
เช็คยอดค้างจ่าย(AIS)
เช็คยอดค้างจ่าย(DTAC)
คุยสบายๆ สไตล์ฟิโรโดซิเอ
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
ละอองผงองค์พระพุทธเจ้า เล่มที่ 10 ตอน..ปิติสุข ใสไหล เย็นริน หลั่งออกมาจากข้างในเรา
(Reader : 4173)
หลายๆท่าน ที่เป็นนักปฏิบัติ หรือนักแสวงบุญ มองหาธรรมชนิดแก่นแท้ วันๆแสวงหาแต่..ทางอยากจะบรรลุธรรม เพื่อไปเกิดใหม่ สู่..นิพพาน

บางคนตั้งมีความหวังเอาไว้สูงมาก ( จนเกินไป ) ต้องเข้าใจก่อนว่า การที่จะบรรลุธรรมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการสะสม บารมีเก่า อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความมานะและความเพียร

เพราะการฝึกสมาธิ และได้ฌาน อภิญญานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เทคนิคของการฝึกสมาธิ จากแต่ละครูบาอาจารย์ ก็ล้วนแตกต่างกันไป ตามสถานที่ บางที่นิยมการท่องภาวนา ..ยุบหนอ พองหนอ

ในบางแห่ง นิยมภาวนาสั้นๆ แค่ พุทโธ..จับลมหายใจ เข้าออก แต่จุดมุ่งหมายของแต่ละที่ มาจบตรงกันที่ ล้วนแต่อยากหลุดพ้น วงเวียนวัฏจักร การเกิด ดับ กันเท่านั้นเอง
เขียนโดย : ฟิโรโดซิเอวัน/เวลา : 9/9/2554 12:50:40
บางท่านนั่งสมาธิมาได้ ไม่สักกี่นาทีแล้ว เกิดอาการวูบวาบ เห็นผีพุ่งเข้าใส่ เห็นอสุรกายน่ากลัว ไม่เอาแล้ว ไม่อยากนั่ง บอกกลัวๆๆ มีเห็นเรื่องในอดีต ที่ตนเองเคยกระทำ สิ่งไม่ดีเอาไว้

ทุบตีต่อบุพการีพ่อแม่บ้าง หรือเรื่องที่เป็นความลับ มานานหลายสิบปี ตนเองรู้ดี แต่เก็บแอบซ่อนทำไว้ บอกใครไม่ได้ เพราะฆ่าคนตายแบบไม่ตั้งใจ กลัวภัย กลัวถูกตำรวจจับ รู้กันเฉพาะครอบครัวก็มี

หรือมีแต่เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครหน้าไหนรู้ แต่พอนั่งเรื่องร้ายๆ มันหลอกหลอน ตะกอนกรรมเกิดฝุ่นลอยฟุ้งขึ้นมา เกิดสะดุ้งตายละหว่า มาหลอกแล้ว

ทำให้นั่งสมาธิไม่ติดที่ อย่างนี้ก็มี 555 และไม่อยากนั่งสมาธิ เข้ากรรมฐานไปวัดอีกแล้ว เพราะไม่อยากเห็น อยากรับรู้ หรือลืมไปแล้ว พอกลับมาทำให้ลืมไม่ลง

หลับตานอนทีไร มันหลอนหลอกเอาตัวเองกลุ้ม ลืมไม่ได้ กรรมชั่วมี ย้อนตีกลับ ฟุ้งขึ้นมาอย่างนี้ เป็นระยะ เลยบอกขอศาลา เรื่องทำ..สมาธิ
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:14:15
ทำสติ สงบ สยบความเคลื่อนไหว ไม่เอาแล้ว พอกันทีทำไม่ได้ ช่างน่าเสียดายสิ่งดีๆ มีให้กับตนเอง เป็นยิ่งนัก

หากมีมานะ และยอมรับ ในสิ่งที่เกิดอุปาทานขึ้นมาให้ได้ แล้วทนนั่งสมาธิ แผ่เมตตา อโหสิกรรมกันต่อไปอีก

จะทำให้วิบากรรม ลดน้อยลงไปเรื่อยๆได้ และการนั่งสมาธิที่ดี สมควรมีครูบาอาจารย์ มาสอนแนะแนวชี้แนะ วิธีการนั่งสมาธิให้ถูกต้อง

การจะจับลม ลมเข้าออกรู้ ก็ให้รู้ว่า เวลาใดต้องผ่อนสั้น หายใจเข้าสั้น หายใจออกยาว หรือสั้นๆยาวๆ และจะต้องจับลม ในระยะถูกต้อง ตรงส่วนไหน

และมีวิธีการจะเข้าฌาน จะทำสมาธิอย่างไร จะเข้าสมาธิขั้นต้น และขั้นสูง ไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ไปแบบครึ่งๆกลางๆ หรือหยุดเบรคช่วง หรือที่เราเรียกว่า..สมาธิหัวตอ ..เสียเวลาเปล่า
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:15:01
พระสงฆ์บางองค์ บางที บางสำนัก มีการนั่งสมาธิ แบบนั่งไปเรื่อยๆ ไม่รู้หลัก นั่งอย่างไร ก็ไม่ถูกต้อง นั่งไปเรื่อยๆ จิตตนเองยังไม่รู้ว่า เป็นสมาธิ หรืออุปาทาน

ก็มาฟุ้ง ไม่ได้กำหนดสิ่งใด นั่งไปเรื่อยเปื่อย เหมือนสัปหงกหลับนก ลมไมได้จับ นั่งไป หลับไปก็มีเยอะ

อย่างนี้ ช่างน่าเสียดายเวลา ที่หายไปนัก เพราะบางองค์ มาบวชในเวลาค่อนข้างสั้น แค่ 7 วัน บวชแก้บนก็เยอะ

หากรู้หลักได้ครูบาอาจารย์แนะนำดี จะนั่งได้ในช่วงเวลาบวชสั้นๆ และจะได้นำกลับไปใช้ที่บ้าน

นั่งสมาธิ เพื่อการทำการ ทำงาน มีสติ ปัญญาญาณถ่องแท้ ทำการงานเจริญรุ่งเรืองดี มีกำไร
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:15:44
การนั่งทำสมาธิ สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และเพียงแค่จับหลักเทคนิค การนั่งสมาธิให้ได้

ก็จะพบทาง สว่าง สงบ สบาย สุข ใส ในใจ ยิ่งนัก

มีบางคนนั่งสมาธิ จนเห็นแสงสว่างไสว สัมผัสได้ รู้สึกกับอาการเยือกเย็น ซาบซ่านไปทั้งตัว

หรือเกิดอาการตัวลอย ตัวเบา เหมือนเหาะเหิน เดินอากาศได้เลย..ก็มี

อย่างนี้ เรียกว่า..ปิติ
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:16:50
ปิติ คือ อะไร คือ ความอิ่มใจ ความเอิบใจ

ดิฉันเองเคยนั่งสมาธิ และกำหนดจิต จับลมแค่สักครู่ ก็ได้พบกับความปิติ ได้ในหลายๆครั้ง

และได้รู้สึกเลยว่า ทำไมตัวเรา อิ่มเอิบในใจมาก ไม่อยากได้ใคร่ดี อยากได้อะไรอีกแล้ว เข้ามาในชีวิต

และหากเคยนั่ง พบปิติสักครั้งแล้วไซร้ จะรู้ได้ด้วยปัญญาญาณ ของคุณเลยว่า แท้จริงแล้วนั้น มนุษย์แสวงหา คลำอะไร ทำไม ไปเรื่อยเปื่อย

และไปไม่ถูกสิ่งที่ตนเอง ต้องการจริงๆ มีแต่ขยะมากมาย ที่อยู่รอบตัวเรา มันล้วนแต่เป็นเรื่องไร้สาระ เปลือกนอกของความต้องการ จากใจ ที่เรามนุษย์อยากได้ จริงๆนั้น ก็คือ ความสงบอย่างลึกที่สุด ต่างหาก ที่เราต้องการ
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:46:09
การที่ได้มากกว่า ได้ทรัพย์สิน รถยนต์ เงินทอง ที่ดิน เครื่องเพชร เพราะของเหล่านี้ ถึงได้มาครอบครอง

แต่อย่างไร ก็จะไม่มีวันพอใจ และหยุด คำว่า..พอได้เลย

มนุษย์จะมีวันเบื่อ อีกต่อไปในวันข้างหน้า หาใหม่ เอาอีก ไม่อยากได้ อยากได้ใหม่

แต่ความ..ปิติ นี้มันอิ่ม เอิบ ปลื้มใจ สุขสุดๆ เกินที่จะบอกและบรรยายได้ ว่ามัน..อิ่มแทบจะล้นทะลัก อิ่มเอิบเหลือเกิน

อิ่มมากกว่ากินอาหาร ที่อยากทานอีก ข้าวของแพงๆเท่าใด ก็ไม่ใช่ อิ่มแบบมันฟูอยู่ในใจ และฟูนานหลายๆนาที เป็นชั่วโมงก็ได้ อิ่มจนตื้อแต่..สบาย

กว้างใหญ่ไพศาล อิ่มแบบนานแสนนาน ก็ไม่หมด อิ่มในปิติ แบบนี้ ใครที่นั่งได้ และได้พบกับ..ปิติ..แล้ว อย่าไปยึดติด ลุ่มหลง วนเวียนในการ เฝ้าหาแต่..ปิติ

เพราะปิติจะมา จะเกิดขึ้นเองเท่านั้น นี่เป็นเคล็ดลับเฉพาะที่วิเศษมาก

เมื่อใดก็ตาม ที่เรามัวแต่หลง เฝ้าคอย มานะอยากจะพบกับเจ้า..ปิติ..มันจะหายไปเลย ไม่กลับมาอีก เพราะการเค้น อยากได้เจอ ไม่ใช่การพบกับปิติที่แท้จริง ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ สิ่งนี้

เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ ที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ และชี้ทางให้มนุษย์เรารู้ว่า มีสิ่งหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ แบกไม่ได้ กองไม่ได้ หามไม่ได้ แต่จะปรากฏขึ้นมาเอง เมื่อเรา ใส สว่าง สงบ จากข้างใน วาง นิ่ง เฉย ตัวเอง อย่างแท้จริง
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:44:07
ปิติ มีอยู่ 5 อย่าง

อย่างแรก เราจะเรียกกันว่า..ขุททกาปิติ เป็นปิติเล็กๆ น้อยๆ แบบจุ๋มจิ๋ม จะมีลักษณะพอบอกได้ดังนี้ คือ จะมีแสงสีขาว จะรู้สึกด่วยตนเองว่า ..ทำไม? เยือกเย็น ขนลุก หน้าก็มึนตึงหนักๆ ถ่วงๆ พอหยิกเจ็บได้เล็กน้อย

บางทีสวดมนต์ บทนี้จบแล้ว ก็ให้เกิดน้ำตาไหลพรากๆ หรือฟังเรื่องอะไรนิดหน่อยที่ดี มีมงคล ก็จะหนังหัวพอง สยองขวัญขึ้นมาได้ทันที

หรือรู้สึก ตัวชา พองขึ้นๆ แบบหนังหนาทันที ชนิดฉีดยาชาแบบนั้น และรู้สึกตัวใหญ่ กางออกมา แขน ยาว ฟันยาว อย่างนี้ก็มีได้

ปิติอย่างที่สอง เรียกว่า..ขณิกาปิติ จะเป็นปิติแบบชั่วขณะชั่วครู่ จะมีอาการที่รู้สึกได้ว่า มีแสงสว่างสีแดงๆ หรือสีต่างๆ เกิดขึ้นในจักษุทวาร เข้ามารวดเร็วดุจสายฟ้าแล่บ เร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน มีประกายดังตีเหล็กไฟ แปล่บๆ แสบออกไปทั่วกาย

และรู้สึกว่า กาย เราทำไมแข็งจัง หรือบางทีก็รู้สึกว่า ตัวเราทำไมมีแมลงเม่า มาจับไต่ตามตัวเรา บางทีจะรู้สึกได้ว่า ร้อนวูบวาบไปมา แต่ไม่ปวดแสบ ปวดร้อน เหมือนจับต้องเม็ดพริกแห้ง

บางทีจะเกิดอาการหัวใจสั่นไหวๆ ขนลุกขึ้นมาได้เฉยๆขนชัน แต่ไม่บ่อย ถี่มากนักสักเท่าไหร่ เป็นได้ชั่วครั้ง ชั่วคราว แต่บางคนก็คันมาก คันขนาดยุบยิบๆๆ คล้ายมีมดไต่ หรือแมลงตัวเล็กๆ ขึ้นมาไต่ตาม แขนขา ใบหน้า และตามตัว

ในบางคน ก็เกิดอาการร้อน และบางคนก็เกิดอาการ เหมือนตัวปลาผุดขึ้นมา เวลาเราโยนอาหารลงไป แบบผุดๆ โผล่ๆ เป็นวงกลมเล็กๆ บุ๋มๆๆ อย่างนั้น แต่ไม่ทรมาน เจ็บปวดอะไร

เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 13:44:31
ส่วนปิติชนิดที่สาม เรียกว่า โอกกันติกาปิติ ปิติแบบนี้เราจะรู้สึกได้ว่า เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ จะรู้จากอาการสัมผัสได้ว่า

ตัวเราทำโอน ไหว โยก คลอน โคลงเหมือนอยู่บนเรือแจว มีอาการสะบัดมือ สะบัดหน้า สะบัดเท้า หรืออาการสั่นๆ แบบตัวจะเหวี่ยง เตียงจะคว่ำ

หรือบางทีอาการหนักกว่านั้นอีก เกิดอาการคลื่นไส้ ดุจจะอาเจียน อ๊วกแตกออกมา หรือบางครั้งเกิดอาการอาเจียนแหวะออกมาได้เลย

เกิดขึ้นในบางคน เป็นบางครั้ง และก็จะรู้สึกตัวเองว่า เหมือนละลอกชัด ตัวสั่นระรัวไหว ดุจใบไม้จมปักอยู่ในน้ำไหล จนสั่นสะท้านร่างกาย

มีกายโยกเยกไปมาสลับกัน ไม่ตรงคงที่ และสะบัดร้อน สะบัดหนาวสั่น เกือบครางฮือๆ ก็มี

บางทีมีอาการไหวๆ คล้ายๆ แล่นโต้คลื่น เรือวิ่งเป็นจรวด ลอยอยู่ในน้ำ และรู้สึกได้ว่า ร่างกายตนเอง มีความผิดปกติ
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 14:21:42
ปิติที่สี่ เรียกว่า อุพเพงคาปิติ เป็นปิติโลดลอย มีลักษณะดังนี้ คือ สามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่า กายค่อยๆสูงขึ้น ตัวลอย ตัวเบาบาง

แทบจะเหาะเดินบนพื้นน้ำได้ หรือคันยุบ คันยิบ แบบมีตัวไรไต่ตามหน้า มาตามตัว บางคนเกิดท้องเสีย ช็อคจู๊ดๆ ไหลอย่างแรง แบบท้องเดินติดบิด แค่กินกั๊งแช่น้ำปลาข้างถนนมา ก็มี

บางครั้ง ก็จะรู้สึกสัปหงก หัวตกไปข้างหน้า แล้วมาเหวี่ยงไปข้างหลัง รู้สึกเลยว่า ทำไมคล้ายมีคนผลักให้หน้าล้ม คว่ำคะมำ ปากอยู่เฉยๆดีๆ มีงับๆๆ ปากไม่อ้า ก็มาอ้าได้ ทั้งๆที่อยู่เฉยๆ ควบคุมตัวเองอย่างไร ก็..ไม่ได้

หรือหากโยก ไหว โคลง โอนไป เอนมา ดุจถูกลมพายุพัด ต้องตัวอย่างแรงกล้า บางคน..รู้สึกได้เลยว่า กายกระโดดเหาะได้ กายกระดุก กระดิก ยกแขน ยกเท้า ได้ด้วยตนเอง

สามารถมากอย่างอัตโนมัติ หรือพอกายจะล้มมาข้างหน้า ทำไมจะล้ม แต่ไม่ยอมล้ม เหมือนตุ๊กตาล้มลุก โดนคนผลัก รออยู่ข้างหลัง

มีแสงสีไข่มุก สีขี้ลม สีขี้นุ่น มือที่อยู่ในท่าที่หงาย จะมีความรู้สึกได้ เหมือนคล้าย มีคนมาจับให้หงานมือขึ้น พอนั่งอยู่ตรงๆ จะรู้สึกได้เลยว่า โยกไป เยกมา เหมือนต้นอ้อ ที่มีลมพัดซู่ๆ อยู่ตลอดเวลา
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 14:22:53
และปิติที่ห้า คือ ผรณาปิติ เราเรียกกันว่า ปิติแบบซาบซ่าน ปิติแบบนี้ จะรู้สึกกันได้เอยะ เวลาพบกับนักปฏิบัติธรรมที่แก่กล้า หรือพระสงฆ์ ที่ได้ฌาน 4 มา คือ

มีความเยือกเย็น แผ่ซ่านไหลไปทั่วร่างกาย และสงบนิ่งอยู่เป็นพักๆ ระยะหนึ่ง หรือคันตัว ยุบยิบๆ ไปแต่แค่พอซู่ซ่า

หรือบางทีมีอาการซึมๆ สบายและไม่อยากลืมตา ไม่อยากจะเคลื่อนไหว หัวใจ ชีวิตอะไรกันอีกแล้ว ขอหยุดสงบเนื้อ สงบตัว ร่างกายก่อน หรือเกิดอาการซู่ ไหลออกจากปลายเท้า ไหลมาถึงศีรษะ

จากศีรษะถึงปลายเท้า ร่างกายจะเย็นดุจอาบน้ำ เสร็จขึ้นมาใหม่ๆ หรือมีอะไรไหลมาปะทะ รู้สึกเย็นๆ แบบมีก้อนน้ำแข็ง มาสัมผัสตัวถูเอาไว้

เห็นแสงสีครีม สีเขียวใบตองอ่อน หรือสีเขียวมรกตอยู่รอบๆ ทำให้เพลิดเพลิน ไม่อยากกระดุกกระดิก เปลือกตาก็หนักมาก ไม่อยากจะเปิดขึ้นมามองอะไรอีกแล้ว
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 14:24:19
ทั้งหมดนี้ คือ อาการ..ปิติ ที่เกิดขึ้นตามบารมีของผู้ปฏิบัติ บางคนนั่งมานาน หลายสิบปี ยี่สิบปี ก็นั่งไป 555

นั่งนานเท่าไหร่ ก็ไม่ได้เห็น สิ่งนี้ถือ เป็นบารมีจริงๆ ที่ต้องสะสมกันมายาวนาน หลายภพหลายชาติ และทำได้ยากยิ่งนัก

แต่ถ้าหากใคร สามารถทำได้แล้ว ได้พบกับ..ปิติ

ก็อย่าหลงระเริง ลืมทำความดี คิดว่า..ตนเองนั้น ได้บรรลุธรรม มีโอกาสได้เป็นพระพุทธเจ้า ในชาติหน้า 555

เพราะพวกเรายังต้องสั่งสมบุญ บารมีอีกหลายๆชาติ จึงจะไปถึงขั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ สามารถบรรลุธรรม ตรัสรู้ได้ ตอนนี้ อย่างนี้ ขอแค่เป็นละออง...ผงองค์พระพุทธเจ้า ก็ประเสริฐสุดแล้ว

อย่าเอา..ปิติ สิ่งนี้มาใช้หลอกลวงผู้คน ว่าตนนั้น ต่อไป..จะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลชาติหน้าเลย และหลอกให้คนเข้ามาศรัทธา เชื่อว่า..ทำบุญที่ดี

คือ การทุ่มเทข้าวของ ในโลกนี้ลงมา เงินทอง ทรัพย์สิน ที่ดินขายหมด เทมาจะบรรลุ เพราะการจะบรรลุธรรม ประกอบกันหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ปลูกสร้าง หล่อพระ หรือสร้างเน้นแต่วัตถุธรรมเท่านั้น

แต่ยังต้องประกอบไปด้วย ธรรมทาน การแผ่เมตตา การบำเพ็ญบารมี นั่งสมาธิ โปรดสัตว์ อื่นๆอีกมากมาย
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 14:25:56
การเกิดเป็นมนุษย์มาได้ ถือว่าเป็นความพยายาม เพราะมนุษย์ไม่ใช่เกิดมาแล้ว วันๆ กิน นอน เที่ยวเตร่ เสพกาม ไร้สาระ

คิดหาสร้างบุญ เพิ่มบารมีไม่ อย่างนั้น เรียกว่าเป็น..สัตว์เดรัจฉาน เพราะรู้อยู่แค่ 4 ประการ คิดแต่เรื่องทรัพย์สิน เงินตรา อุปกรณ์เสริมความสุข ของตนแค่เพียงเท่านั้น

ทรัพย์ต่างๆ นั้นให้ความสุขแบบขาวโลก และทำให้ไม่แตกต่างอะไร ไปกว่าสัตว์เดรัจฉานได้เลย หากคิดไม่ทัน หมดกัน ความโง่...
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:15:28
มนุษย์ คือ ผู้ที่มีใจสูง ชนิดที่มีกิเลส ตัณหา เป็นอุปาทาน อันเป็นเหตุให้ทุกข์ของมนุษย์นี้ วนเวียน ไม่รู้หมด จักสิ้น

เมื่อผ่านทุกข์ออกไปไม่ได้ ไม่ได้มีการวางแผนที่ชีวิต ของตน ชีวิตก็หมดกัน

หากมีใจสูง คิดเป็น คิดออก มนุษย์ตนนั้น ก็จะหมดทุกข์ หมดเวร หมดกรรม ของคน

การหมดทุกข์ของมนุษย์นี้ เป็นเรื่องใหญ่ และถือว่าเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์แล้ว ยังต้องมีเรื่องศาสนา เข้ามาเชื่ออีกด้วย เพราะจะทำให้มนุษย์ตนนั้น ได้เกิดปัญญา ชี้แนะนำตนเองได้รู้ว่า

...มนุษย์อย่างเราๆ เกิดมานี้ เพื่ออะไรกันแน่ เพราะศาสนา เป็นที่อาศัยสติ ปัญญา มีขึ้นมาเพื่อทำลายความทุกข์

เพราะมนุษย์เกิดมาก เริ่มกลัวธรรมชาติเป็นสิ่งแรก และต้องอ้อนวอนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือที่เรียกว่า..ผีสาง นางไม้

และพอศาสนาได้เกิดขึ้นมาในโลก ด้วยอำนาจและจิตใจ ในความกลัว ได้ขยับความกลัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก จากการกลัวภัยธรรมชาติ มาเป็นความกลัว อำนาจทางวัตถุ กลัวตาย กลัวระเบิด กลัวถูกฆ่า ฯลฯ เฮ้อ มนุษย์นี้หนอ สารพัดที่จะกลัว 555
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:17:06
แต่มนุษย์ จะมีเงินทองมากขึ้นเพิ่มเรื่อยๆเท่าใด ความกลัวต่อการสูญเสียชีวิต ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ตามจำนวนเงินในแบงค์ และหุ้นตลาด 555

เขาถึงบอกกันว่าใ.เกิดมาไม่มีกิน กลัวจะอด พอมีกิน กลัวจะจน กลัวจนหมดสิ้น และพอเหลือกิน ดันเกิดกลัวตายขึ้นมาอีก มนุษย์นี้ ไม่เคยจบเรื่องกลัวๆๆ ตลอดเวลาอยู่..นั่นเองคะ

คนยิ่งมี ยิ่งบ้า ยิ่งอยากได้ ยิ่งโลภ ยิ่งไม่รู้จักพอ ยิ่งหามา หาเก็บ หาไว้ ไม่มีวันรู้จักพอ ได้แล้ว เลิกจบสิ้น มีแต่มนุษย์จะเฝ้าสะสมอำนาจ สะสมเงินทอง ตายไปทั้งๆที่รู้ว่า เอาไปไม่ได้ ก็ยังห่วงลูก ห่วงหลาน แต่ไม่ห่วงตัวเอง 555

บอกได้ว่า รู้คะ รู้ครับ เข้าใจคะ แต่ยังอยากมีไว้ เพื่อความอบอุ่นใจ สบายใจ ชีวิตเลยต้องเหนื่อต่อไปเรื่อยๆ 555

หาไปเท่าไหร่ มีก็ไม่รู้จักพอ และเมื่อรู้พบกับศาสนาเข้านี่แหละ คือ สิ่งที่มาสั่งสอน มาแนะ มาชี้ให้มนุษย์ได้รู้ว่า..

ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นของธรรมดา และนี่เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ชัวร์ๆๆ มัวแต่บ้าหอบ หา กันไปทำไม ไม่รู้จักหอบเอาไปของจริง อยู่ในใจเรานี่เอง วิ่งหาออกจากตัวไปได้
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:30:09
พุทธศาสนา แปลตรงๆว่า เป็นศาสนาของผู้รู้ เพราะพุทธะ แปลว่า ผู้รู้ รู้ความจริง ของสิ่งทั้งปวงได้อย่างถูกต้อง เพราะพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่อาศัย สติปัญญา ไม่ใช่..ความหลง

งมงาย โง่เง่า คลั่งไคล้ เป็นวิชาความรู้ เป็นตรรกะที่ถูกต้อง พิสูจน์ได้ และเกิดมาเพื่อทำลาย ความทุกข์ หาทางออกให้หมดทุกข์ คือ อริยสัจ 4

..ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านทรงเชื่อ และสั่งสอนให้รู้ว่า..ความรู้ ความฉลาด และความสามารถ จะทำให้สำเร็จ ประโยชน์ได้อย่างแน่นอน ..สาธุ

การศึกษาเพื่อค้นหา วิธีการปฏิบัติที่จะปฏิบัติ เพื่อเอาตัวรอด จากความทุกข์ทั้งหลาย และทำความจริงให้ตนเอง รู้เองได้ว่า..

...อันใดจริง อันใดปลอม สิ่งนั้นไม่แท้ แต่หลอกลวงนั้น พุทธศาสนาจะสอนและมีอยู่ไว้ ในพระไตรปิฏก ว่า..

ให้มีความศรัทธา มากกว่า ความหลงมัวเมา ในบุญหรือบาป แบบโง่ๆ หรืองมงาย
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:19:55
พุทธศาสนาสมัยใหม่จะเกิดมา ด้วยเปลือกที่ห่อหุ้ม ยึดถือเน้นวัตถุ การสร้างมากกว่า คำสั่งสอนขององค์พระพุทธเจ้า อย่างเดิมๆ ให้ยึดการสร้าง สะสมวัตถุเอาไว้ ปัจจัยแสวงหา พระสะสมไว้

วงการพระเครื่อง พุทธพาณิชย์แห่ร่อน เป็นแหล่งหมุนเงินจำนวนมากมาย มหาศาล มีพระผู้ใหญ่บางองค์ เข้าร่วมไปกับนายทุน ที่หลอกลวงต้มตุ๋น เกิดการสร้างพระ ทั้งๆที่เจ้าของนายทุนคนนั้น ยังติดอยู่ในคุก

อย่างนี้ก็มีเสื่อมมาก จึงมีพระเครื่องรุ่นที่ เรียกว่า พระรุ่นรอดลูกกรง ออกมาขายเกร่อ อย่างนี้ ผิดหลักของศาสนาพุทธ หรือพระเจ้าทำอาบัติ พระไปยุ่งสีกา ร่วมหลับนอน ทำให้ศาสนาวันๆ เสื่อมไปแย่มาก เพราะสาวกพระสงฆ์

หรือคนนุ่งผ้าผ้าเหลืองโกนผม โล้นบางคน อาศัยข้าวในบาตร ความศรัทธาของคน ที่เลื่อมใส มาทำให้เสื่อม

และที่เสื่อมไป บิดไป ก็เกิดจากการบวชไม่ตรวจดู ให้เรียบร้อยก่อน เกิดพระเกย์ พระตุ๋ด พระตุ๊ย วิ๊ดว๊ายถือย่ามชพู บาตรหวาน เดินโพสตามห้างศูนย์การค้า เสื่อมสายตา เสื่อมไปหมด
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:22:48
อีกประเพณี ที่มีการทำขวัญนาคก่อนบวช บางครอบครัวอดอยาก ลำบากมีหนี้สิน

แต่งานบวช น้อยกว่านี้ได้อย่างไร ที่พอมีเท่าไหร่ ก็ทุ่มลงไป เพื่อให้ได้หน้า ได้ตา เอาคนแหล่นาค ค่าแหล่มาเป็นแสนๆ มาแหล่ให้ดังเฟื่องเข้าไว้

แข่งเอาหน้า เอาตา เอาพิธีเด่นนำ แต่หารู้ได้เห็น มีเข้าใจ

ในการประกอบพิธีกรรม ของการบวชพระ..อย่างแท้จริง

งานกฐิน แข่งกันเอาหน้าเอาตา แต่หารู้ได้ลึกซึ้งไหมว่า จริงแล้วพระพุทธเจ้า ท่านทรงมุ่งหมายเอาไว้

ให้พระทุกรูปหมดความถือเนื้อ ถือตัว ไม่ว่าจะเป็นพระผู้น้อย สมภาร เจ้าอาวาสวัด หรือพระผู้ใหญ่เถระเจ้า มีศักดิ์ ท่านพรหม หรือท่านราช ต้องลดตัวลงเย็บผ้า ต้มแก่นไม้ ทำสีย้อมผ้า และทำทุกอย่างที่จะให้จีวรเสร็จเล้วสิ้น จบในวันนั้น

เพราะเป็นการรวบรวม เอาเศษผ้ามาต่อกันเป็นจีวร ที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ ให้..งานกฐิน เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อย่างอื่น
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:31:18
และงานกฐิน สมัยก่อน ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวกับ ญาติโยม ฆราวาสเลย แต่เดี๋ยวนี้เรื่องกฐิน กลับเป็นเรื่องพิธีที่หรูหรา หาเงินเข้าวัดกันเอิกเกริก มีเฮฮา ปาร์ตี้ โคโยตี้ดิ้นส่ายก้น นมเด้งสนุกสนาน

คนมาทอดกฐิน ก็พากันนั่งรถทัวร์ เที่ยวเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ได้เข้าตรงจุดมั่งหมาย อย่างแท้จริง

บางวัด มีเงินเข้าเป็นล้านๆ ก็เป็นวัดครึ่งหนึ่ง กรรมการอีกครึ่งหนึ่ง ใช้เงินมาเลี้ยง เปลืองเงินจรดหัวกัน เหลือเฟือ

บางคณะมีเหล้ายา ปลาปิ้ง รับรองทัวร์ เล่นไพ่ ไฮโลกันในวัด เห็นแล้วเศร้าใจ จริงๆคะ

พุทธศาสนาอย่างนี้ เรียกว่า พุทธศาสนา..แบบเนื้องอก เป็นเนื้อร้ายชนิดหนึ่ง เหมือนกับมะเร็ง หรือซีสต์งอก รู้ เห็น แต่ยังชอบทำกันหน้าตาเฉย เหมือนกับวัดอื่นๆ วัดไหนๆ เขาก็ทำกันไม่เห็นจะแปลก

แปลกตรงที่ว่า ทำไม วัดนี้ไม่รู้จักทำบ้าง จะได้มีเงิน เข้าวัดเยอะ นานาจิตตัง ว่ากันไป..ใช่ไหมคะ
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 15:59:23
กรรมการวัด หมดงานกฐิน ก็รวยอื้อ เวลาทอดกฐินที ออกพรรษาอย่างนี้ ไม่เรียกว่า กรรมการตัวพ่อ หรือตัวแม่ได้อย่างไรกัน

เพราะวัด ก็ต้องอาศัยญาติโยม หัวหน้าบ้าน ผู้นำบอกบุญ หัวหน้าบอกทำแบบนี้ วัดต้องยอม เอาไงเอากัน ไปไหนไปด้วย

ได้เงินเข้าวัดเหมือนกัน เพราะไม่อย่างนั้น วัดก็จะไม่มีคนมา ขอจองเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน วัดต้องกิน ต้องใช้ ค่าน้ำ ค่าไฟ ยังมีอยุ่ รอบิลต้องจ่ายนะคะ

พระเจ้าอาวาส ควบคุมญาติโยม ที่มาศรัทธาทุกคนไม่ได้ แต่กรรมการ เขามีกำลังภายใน เรียกบอกใบฏีกา คนมาทำบุญ

หาเงินเข้าวัด เข้าห่อ ได้เงินมากกว่า ประเพณีทอดกฐินอย่างนี้ ก็ยังมีอยู่ต่อไปไม่มีทางหมดสิ้น ทำใจเสีย..หากไม่มีกรมศาสนา หรือผู้ใดเกี่ยวข้องไปดูแล พิจารณา บอกไว้ มีคาดโทษ ว่าต่อไป..

งานบุญ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ไม่ให้วัดใด มีการเลี้ยงสุรา หรือเล่นไพ่ ไฮโลยอมไม่ได้ หากวัดใดกระทำเยี่ยงนี้ลงไป ให้มีโทษดังนี้

อย่างนี้ก็จะดี กับคนที่ศรัทธา ชอบทำบุญ และศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ก็จะได้ไม่เสื่อมลงๆๆ หายไปชนิดเบื่อซอง อย่าเอาซองมา ทำบุญทำไม หมดไปสักที
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 16:00:27
วัดที่ดี ก็อย่าเน้น เอาแต่เรื่องเงินทำบุญ ทำวัดให้เจริญกันมากนัก เพราะโยมไปวัดทีไร ก็เบื่อทุกที เจอหน้าพระทีไร ขอแต่ปัจจัย บอกโยม..ทำบุญ

พระก็ต้องเข้าใจ ด้วยว่า ตอนนี้เศรษฐกิจยังไม่ดี ดีไม่ดี เป็นอย่างไรทันข่าวด้วย ที่เคยให้ถวายไป เมือ่ก่อนมากๆ ตอนนี้ซองเงินหนักๆ อาจลดลงไปตามความสะดวก

อย่ามองซองแล้วทำหน้าเบื่อ หรือที่ให้น้อยหน่อย พระก็อย่าไปแสดงทำท่ารังเกียจ เพราะเงินที่ถวาย อย่างไรก็เป็นเงินบริสุทธิ์ จะกี่บาท กี่ร้อย ที่ทำไปให้พระถวายวัด ก็เป็นเงินของโยมที่เต็มใจให้

นำเอาไปสร้างโบสถ์ ต่ายค่าน้ำค่าไฟ ให้วัดได้เหมือนกัน และยังสามารถค้ำจุนพระศาสนา ได้เช่นเดียวกับ คนรวยๆ ที่สามารถทำบุยทีละหลายๆล้าน อย่าเน้นเงินมาก เข้าใกล้ เงินน้อยห่างไป ไม่ดีนะคะ ขอเถอะคะ อย่าทำนะคะ

พุทธศาสนาตัวแม่ ตัวแท้ๆ ที่เป็นมองเห็น จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ท่องภาษาบาลีเก่ง สอบเปรียญต่างๆได้ หรือสำเนียงเสนาะท่องๆ อะ อิ อู โอม ถนัดแค่เท่านั้น

พุทธศานาไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่เสียงบอกเล่า ตามพระไตรปิฏก หรือตัวพิธีรีตอง ที่ใครทำขึ้นมาให้ดูขลัง ดูมหัศจรรย์ ฟังน่าเชื่อถือ

และพาญาติ โยม ฆราวาส ไปสู่ความศรัทธา ลุ่มหลง ตัวแท้ๆของพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติด้วย กาย วาจา ใจ พร้อมกันไปด้วย ชนิดที่จะทำให้กิเลส ข้างในใจหมดสิ้นไป

ต้องยึด กาย วาจา ใจ เอาไว้เป็นหลัก และทำต่อเนื่อง ทำกันตลอด ไม่ใช่อยากทำก็ทำๆ เดี๋ยวหยุดๆ เดี๋ยวหายๆ และต้องมานะ บากบั่น กำจัดกิเลสในใจ ให้หมดสิ้นไป

จนเกิด ความรู้แจ้ง เห็นจริง ด้วยตนเองนั่นแหละ คือ ความสามารถ ไม่พบ ไม่เห็น ไม่เจอ อีกแล้ว
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 16:02:49
ความทุกข์ตั้งแต่เกิด จนถึงกาลอวสาน นั่นคือ เนื้อแท้ตัวแม่ของพระพุทธศาสนา

อย่าได้ไปหลง อย่าได้ไปยึด เอาเปลือกนอก ยึดพระดัง ยึดพระหล่อ ยึดพระเทศน์เก่ง ยึดพระองค์นี้ใช้ได้ องค์นี้ใช้ไมได้

องค์นี้พระป่า องค์นี้พระในเมือง อันนั้น คุณกำลังหลอกตัวเองแล้วละว่า

ได้เข้าถึงแก่นแท้ ยึดเอาเนื้องอก หรือสร้างมะเร็งร้าย ที่ห่อหุ้มพระพุทธศาสนา เอาเองจริงๆ

ดีแท้..ต้องอยุ่ที่เรา ถือว่า อริยสัจ 4 สิ่งนั้น เป็นตัวพุทธศาสนากันเลย ขออนุโมทนา หากจะทำกัน และพยายามแก้ไขให้ดี ให้งาม ให้ยาติโยม ได้มีศรัทธาลึกซึ้ง ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างแท้จริง กันต่อๆไป

ฟิโรโดซิเอ
เขียนโดย :ฟิโรโดซิเอ
วัน/เวลา :9/9/2554 16:03:45

 

Log in before, please.

 


 
© 2020 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com